วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภาษาคน ภาษากฏหมาย

ภาษาคน ภาษากฎหมาย
__________________________________________

        เชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายผ่านทางสื่อมากที่สุดในโลก ถ้าท่านลองสังเกตดูให้ดี จะพบว่า ปัญหาข้อขัดแย้งในสังคมที่ถูกหยิบยกสู่การนำเสนอของสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเมืองการปกครอง ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายแทบทั้งสิ้น ผู้ที่ตกเป็นจำเลยก็คือบรรดานักกฎหมายทั้งหลายนั่นเองที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวยุ่ง เป็นตัวสร้างปัญหาให้แก่บ้านเมือง เพราะในการให้ความเห็นในปัญหากฎหมายของนักกฎหมาย (ทั้งของจริงและของไม่จริง) ผ่านสื่อต่าง ๆ ก็มักจะมีความเห็นสวนทางกันอยู่เสมอ สุดแล้วแต่ว่าตนเองเชียร์ฝ่ายใด โดยมีธงคำตอบอยู่ในใจไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่จะตีความปัญหา ข้อกฎหมายนั้นๆ
        การตีความกฎหมายโดยทั่วไปแล้วจะมีการตีความตามตัวอักษร (Textual Approach) และการตีความตามเจตนารมณ์ (Purposive Approach) ด้วยเหตุที่กฎหมายได้มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร การตีความกฎหมายจึงต้องดูตัวอักษรเป็นหลักเสียก่อนแล้วจึงค่อยไปถึงการตีความตามเจตนารมณ์หากบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีความเคลือบคลุมไม่ชัดเจน ไม่อาจตีความตามตัวอักษรได้ โดยการค้นหาวัตถุประสงค์ของการยกร่างบทบัญญัตินั้นว่ามีความต้องการและความจำเป็นอย่างไร ในเมื่อการตีความกฎหมาย เราต้องตีความตามบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน ดังนั้น การหาความหมายของลายลักษณ์อักษรเพื่อการตีความที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องรู้จัก “ภาษา” ที่ใช้ในกฎหมาย ซึ่งอยากจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
        (1) ภาษาคนหรือภาษาธรรมดาทั่วไป
        โดยปกติถ้อยคำหรือภาษาในกฎหมายทั่ว ๆ ไปแล้ว ย่อมมีความหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจ การตีความก็ต้องตีความไปตามความหมายของศัพท์เหล่านั้น เช่น ฆ่า ก็ย่อมหมายถึงทำให้ตายหรือเสียชีวิต ฯลฯ แต่ก็ประหลาดดีคำว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” กลับมีการแปลความว่า “ต้องถูกจำคุกจริง ๆ” ไปเสียนี่

        (2) ภาษากฎหมายหรือภาษาทางเทคนิค
        หมายถึง ภาษาที่มีความหมายพิเศษ กว้างขวางลึกซึ้ง แตกต่างไปจากภาษาธรรมดา หรือภาษาที่คนใช้อยู่ทั่ว ๆ ไป ภาษากฎหมายนี้ใช้และเข้าใจกันอยู่ในบรรดาของแวดวงนักกฎหมายที่เข้าใจกันเป็นการเฉพาะ ในประเด็นนี้ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ได้ยกตัวอย่างในรายงานการวิจัย เรื่อง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ ว่า “วิ่งราวทรัพย์” คนทั่วไปย่อมจะเข้าใจว่าต้องมีการวิ่งเอาทรัพย์ไป แต่ภาษากฎหมายแล้วย่อมหมายถึง “การลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า” ซึ่งอาจจะไม่มีการวิ่งเลยก็ได้ เช่น หยิบเอาของเขาไป แล้วก็เดินออกไปต่อหน้าก็อาจเป็นการวิ่งราวทรัพย์ได้หรือคำว่า “ตัวการ” ก็มีความหมายแตกต่างจากภาษาคนธรรมดาทั่วไปเวลาพูดถึงกิจการย่อมหมายถึงผู้ที่กระทำความผิดเอง เช่น เรื่องนี้นายจุ้นจ้านเป็นตัวการแน่ ๆ เลย แต่ในภาษากฎหมายคำว่าตัวการในกฎหมายแพ่งนั้น ตัวแทนเป็นผู้กระทำแทนโดยตัวการอยู่เบื้องหลังแล้วคอยรับผลแห่งการกระทำนั้น ส่วนในทางอาญาคน ๆ เดียวกระทำความผิด ไม่อาจเรียกว่า “ตัวการ” ได้เลย เพราะกฎหมายอาญาคำว่าตัวการหมายถึงบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันกระทำความผิด

        (3) นิยามศัพท์
        หมายถึงภาษาหรือถ้อยคำที่ผู้ร่างกฎหมายมีความประสงค์จะให้มีความหมายเฉพาะที่แตกต่างจากภาษาธรรมดาทั่ว ๆ ไป หรือต้องการให้มีความหมายพิเศษ ในประเด็นนี้ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ได้ยกตัวอย่างในรายงานการวิจัยฯ อีกเช่นกันว่า “ป่า” ตามพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 หมายถึง “ที่ดินที่ยังไม่ได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย” ดังนั้นเมื่อพูดถึง “ป่า” คนธรรมดาสามัญย่อมนึกถึงภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ฉะนั้น ป่า ตามกฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่มีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียวเลยก็ได้
        ตาม พ.ร.บ.ประมง พ.ศ. 2490 คำว่า “สัตว์น้ำ” หมายความว่า ปลา เต่า กระ กุ้ง แมงดา ฯลฯ รวมถึงไข่ของสัตว์น้ำเหล่านั้นทุกชนิดรวมถึงสาหร่ายทะเล และตลอดจนสัตว์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำ และพันธุ์ไม้น้ำอื่นตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ดังนี้ จะเห็นได้ว่า สาหร่ายทะเล ซึ่งภาษาธรรมดาหมายถึงพืช แต่ พ.ร.บ.นี้ หมายถึง สัตว์น้ำ ฉะนั้น การช้อนสาหร่ายทะเลไปก็เป็นการจับสัตว์น้ำตาม พ.ร.บ. นี้ รวมถึงพันธุ์ไม้อย่างอื่นที่ประกาศในพระราชกฤษฎีกาด้วย ถือว่าเป็นการกระทำต่อสัตว์น้ำ เมื่อมีประกาศจับสัตว์น้ำ ชาวบ้านที่ไปเก็บพืชพันธุ์ไม้น้ำหรือสาหร่ายทะเลย่อมจะมีความผิดฐานจับสัตว์น้ำ ซึ่งความหมายดังกล่าวแตกต่างจากความเข้าใจธรรมดา ๆ ไปมาก การตีความก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ผู้ที่เอาสาหร่ายทะเลไป จะเอาความหมายธรรมดามาต่อสู้ให้พ้นความผิดไม่ได้ บางครั้งก็อาจมีความหมายแปลกไปมาก เช่น พ.ร.บ.การขายยา พ.ศ. 2493 “ยา” หมายความว่า “วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการพิเคราะห์ บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บปวดของมนุษย์หรือสัตว์” คดีนี้จำเลยกับพวกได้โฆษณาขายกำไลวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเครื่องบำบัดโรคต่าง ๆ ได้ จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า กำไลไม่ใช่ยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กำไลเป็นยาตาม พ.ร.บ.นี้หรือไม่ ข้อสำคัญหาได้อยู่ที่ว่าวัตถุนั้นจะบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ความมุ่งหมายในการใช้ ถ้ามุ่งหมายให้ใช้วัตถุนั้นบำบัดโรค และป้องกันโรคแล้วก็ต้องถือว่าเป็นยา ศาลจึงเห็นว่า กำไลข้อมือเป็นยา
        ดังนั้น กำไลแม้คนทั่วไปจะเห็นว่าเป็นเครื่องประดับ แต่ในคดีนี้ เมื่อพิจารณาจากนิยามศัพท์แล้ว ต้องตีความว่า กำไลเป็นยา จึงจะถูกต้องตามความมุ่งหมายของกฎหมาย
        เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อาจจะเกิดคำถามอยู่ในใจของหลาย ๆ คนว่า ทำไมเราไม่บัญญัติกฎหมายให้ชัดแจ้งหรือชัดเจนไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันอีก ซึ่งคำตอบก็คือไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่กฎหมายจะสามารถบัญญัติถ้อยคำให้ชัดแจ้งทั้งหมด เพราะภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาคนธรรมดาหรือภาษากฎหมาย ย่อมมีวิวัฒนาการและมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เช่น คำว่า “เดือดร้อนรำคาญ” นั้น การกระทำเดียวกันแต่ต่างเวลากัน อาทิ การใช้เสียงในระดับเดียวกันในเวลากลางวันอาจจะไม่เข้าข่ายเดือดร้อนรำคาญก็ได้ ฯลฯ
        ฉะนั้น การตีความกฎหมายต้องดูความหมายตามที่กล่าวมาข้างต้นว่าเป็น “ภาษาคนธรรมดา" “ภาษากฎหมายหรือภาษาทางเทคนิค” หรือว่าเป็น “นิยามศัพท์” เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการตีความที่ไม่ถูกต้องตามความหมายที่แท้จริง ดังที่จะเห็นได้จากบรรดาป้ายประกาศต่าง ๆ เช่น “ห้ามญาติเยี่ยม” จะหมายถึงเฉพาะญาติเท่านั้นเองหรือ คนที่ไม่ใช่ญาติแต่เป็นเพื่อนล่ะเยี่ยมได้ไหม หรือแม้กระทั่ง “ขับช้า ๆ อันตราย” ก็เลยเร่งความเร็วเสียเต็มที่ เพราะป้ายสัญญาณทำให้เข้าใจไปได้ว่า ขับช้า ๆ อันตราย ฯลฯ
        กล่าวโดยสรุปแล้วภาษาที่ใช้ในกฎหมายไม่ว่าจะเป็นภาษาคนธรรมดา ภาษาทางเทคนิคหรือนิยามศัพท์ ก็ตามแต่ หากจะมีการตีความแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตีความตามลายลักษณ์อักษรหรือตามเจตนารมณ์ก็ตาม จะต้องเป็นการตีความเพื่อให้ปฏิบัติได้ มิใช่ตีความแล้ว ก่อให้เกิดผลประหลาด (absurd) ปฏิบัติไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความกฎหมายมหาชนที่มุ่งประโยชน์สาธารณะ ต้องคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาด้วยและที่สำคัญก็คือ เมื่อถ้อยคำใดมีความชัดเจนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตีความอีก (in claris non fit interpretation) เพราะที่ยุ่ง ๆ กันอยู่ที่วันนี้ก็เพราะเรามีการตีความกันมากเกินไป และที่สำคัญคือการตีความแบบศรีธนญชัย หรือตะแบงเอาสีข้างเข้าถู จนวุ่นวายไปหมดทั้งบ้านทั้งเมืองในปัจจุบัน

    ที่มา  http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php

ปัญหาการศึกษาไทย

ศาสตร์แห่งการศึกษาวิชากฏหมาย

พระบิดาแห่งกฏหมายไทย


        
พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
        พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) กับ เจ้าจอมมารดากลับ ประสูติเมื่อวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๑๗ ทรงเข้ารับการศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกที่สำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) และทรงศึกษาภาษาอังกฤษขั้นต้นในสำนักครูรามสามิ จากนั้นไปศึกษาภาษาไทยต่อที่สำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่นเปรียญ) และโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบโดยมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นอาจารย์ผู้สอน เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๑๐ ชันษา ทรงเข้าพิธีโสกันต์ ในปีถัดมาทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ระหว่างที่ทรงผนวชได้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เหนือกว่าบุคคลทั่วไปด้วยทรงจำพระวินัยสงฆ์ได้อย่างแม่นยำชนิดพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาแล้วหลายพรรษา ก็ยังไม่สามารถท่องจำวินัยสงฆ์ได้แม่นยำเช่นพระองค์ท่าน
        หลังจากทรงลาผนวชแล้วได้เสด็จไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยมกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา ๓ ปี พระองค์ทรงสอบเรียนต่อกฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้ด้วยพระชนมายุเพียงแค่ ๑๔ ชันษา แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้ทรงเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากติดข้อบังคับที่ว่าพระชนมายุไม่ถึง ๑๘ ชันษา แต่ทรงเสด็จไปขอร้องเป็นกรณีพิเศษต่อทางมหาวิทยาลัยโดยอ้างว่า “คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว” สุดท้ายมหาวิทยาลัยยินยอมให้สอบอีกครั้ง ซึ่งทรงสอบได้และศึกษาต่อจนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้านกฎหมายชั้นเกียรตินิยม ภายในเวลา ๓ ปี ด้วย พระชนมายุเพียง ๑๗ ชันษาเท่านั้น นับเป็นบัณฑิตที่มีอายุน้อยที่สุด
        เมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทยทรงเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ ไม่ช้าก็ทรงสามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งในกรม จนเป็นที่ยกย่องของข้าราชการในกรมอย่างยิ่ง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ในขณะเดียวกันทรงมีตำแหน่งเป็นสภานายกพิเศษจัดตั้งศาลมณฑลและศาลเมือง (ศาลจังหวัด) ขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ โดยทรงจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลอยุธยาขึ้นเป็นแห่งแรก แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะมีคดีความในศาลคั่งค้างอยู่มาก แต่ก็ทรงตัดชำระความด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็วได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม สร้างความเลื่อมใสและศรัทธาแก่ประชาชนทุกคน
        จากพระวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาวงการศาลยุติธรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากล ครั้นเมื่อตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมว่างลงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันในการทูลเกล้าฯถวายพระนามพระองค์ท่านขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ด้วยพระชนมายุเพียง ๒๒ ชันษาเท่านั้น นับเป็นเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี ระหว่างดำรงตำแหน่งเสนาบดีได้ทรงมุ่งมั่นในการปรับปรุงแก้ไขระเบียบศาล และงานยุติธรรมของประเทศไทยให้มีความเจริญรุดหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ด้วยพระปณิธานสูงสุดในการทรงงาน ๒ ประการ คือ การมีผู้พิพากษาที่ดีมีคุณธรรม กับการพัฒนากฎหมายไทย
        ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยให้เหตุผลในการก่อตั้งว่า การที่จะดำเนินการกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างราบรื่นจำเป็นต้องมีจำนวนผู้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มขึ้น และวิธีการที่จะทำให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นคือ การเปิดสอนวิชากฎหมายให้เป็นที่แพร่หลาย จึงเป็นที่มาของโรงเรียนสอนกฎหมาย แต่ในขณะนั้นประเทศไทยยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พระองค์จำเป็นต้องคัดเลือกและสอนนักเรียนด้วยพระองค์เองทุกวิชา พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้เนติบัณฑิตเหล่านี้นำความรู้ที่เรียนมาไปรับราชการเป็นการช่วยแบ่งเบาพระภาระที่มีจำนวนมาก
        ปัญหาอีกประการหนึ่งสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ การเพิ่มจำนวนของศาลกงสุลต่างชาติในเมืองไทย ดังนั้น เมื่อเกิดคดีความ หรือข้อโต้แย้งระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทยขึ้น คนไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะชาวต่างชาติอ้างว่ากฎหมายไทยล้าหลังไม่ทันสมัย ต้องขึ้นศาลกงศุลต่างชาติเพื่อพิจารณาคดี ทั้งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ๆ ในเวลานั้น พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษา ส่งผลให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษาวิชากฎหมายไทยและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ทำให้ศาลไทยได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับมีการยกเลิกศาลกงสุลและยินยอมให้คนชาติมาขึ้นศาลไทย
        สำหรับการแก้ไขตัวบทกฎหมายนั้น พระองค์ทรงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ตรวจชำระพระราชกำหนด บทพระอัยการ ตลอดจนจัดระเบียบกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานจนล้าสมัย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสศึกษาและเข้าใจตัวกฎหมายได้ง่ายขึ้น และเพื่อสะดวกต่อการพิจารณาคดี คณะกรรมการชุดที่ว่านี้ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ โดยทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการในการชำระกฎหมายด้วยพระองค์เอง จนประสบความสำเร็จเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศการใช้กฎหมายแล้ว ยังได้ทรงเขียนอธิบายตัวบทกฎหมายให้มีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสะดวกต่อการศึกษาและให้มีการตีความที่ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างอันถือเป็นรากฐานสำคัญของการก่อตั้งวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในปัจจุบัน ต่อมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ตรากฎหมายขึ้นมาใช้อีกหลายฉบับจนกระทั่งได้ยกฐานะเป็นกรมร่างกฎหมายและพัฒนากลายมาเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัจจุบัน
        ผลจากการที่ทรงงานอย่างหนักเพื่อประเทศมาเป็นระยะเวลานาน พระองค์ทรงประชวรในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ด้วยพระอาการปวดพระเศียร จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะโปรดเกล้าฯให้ทรงหยุดพักรักษาพระองค์ได้ แต่พระอาการประชวรยังไม่ดีขึ้น ถึงกระนั้นก็ตามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระองค์ท่านก็ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราชในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ และทรงเลื่อนพระอิสริยะศักดิ์เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ในปีเดียวกัน พระองค์ทรงประชวรหนักขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ด้วยโรควัณโรคที่พระวักกะจำเป็นต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓ รวมพระชนมายุได้ ๔๗ ชันษา นับว่าเป็นการสูญเสียที่สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
        เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ เนติบัณฑิตยสภากำหนดให้วันที่ ๗ สิงหาคมเป็น “วันรพี” พร้อมทั้งจัดงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุสรณ์เป็นประจำทุกปีจนถึงทุกวันนี้

การเรียนกฏหมายให้ประสบความสำเร็จ

ข้อแนะนำในการเรียนกฏหมาย

ข้อแนะนำในการเรียนกฎหมาย
                 1. ก่อนอ่านหนังสือต้องทำความเข้าใจข้อนึงก่อนว่า การเรียนกฎหมายไม่ใช่ ท่องๆ เป็นนกแก้ว นกขุนทอง หรือท่องๆจนลูกท่องตามได้ ถ้าท่องอย่างเดียวแล้วไม่เข้าใจ หรือหยิบใช้ไม่เป็น มันก็เหมือนกับเรียนหมอ จำได้ว่า โรคอย่างนี้ใช้ยาอะไร (คือจำรายละเอียดของยาได้) แต่วินิจฉัยโรคไม่ถูก ก็ใช้ยาผิด ผลก็คือคนไข้ตาย นักกฎหมายก็เหมือนกันต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า กรณีอย่างนี้เป็นเรื่องอะไร เมื่อวิเคราะห์ได้จึงจะหยิบมาตราที่ถูกต้องมาใช้ได้ถูกต้องค่ะ เช่น เราจำได้ว่า ถ้าอยากเข้าไปสอดในคดีที่คนอื่นเขาฟ้องกันไปแล้ว มันต้องร้องสอดเข้าไป ทีนี้การร้องสอดมันมี 3 อนุมาตรา คือ ป.วิ.พ.ม.57 อนุมาตรา (1) อนุมาตรา (2) อนุมาตรา (3) เราต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าตกลงแล้วจะสอดทั้งที ใช้สิทธิสอดตามอนุมาตราอะไร เพราะผลของการร้องสอดแต่ละอนุมาตรามันต่างกัน ตาม ม.58 จะเป็น วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผลต่างกันประมาณนางงาม กับนางงอม (อย่างไรงาม อย่างไรงอม เอาไว้ไปเรียนวิแพ่งแล้วรู้เอง)
                 2. การอ่านหนังสือ ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ อ่านแล้วอ่านเลย และอ่านแล้วลืมค่ะ เคยเจอมัน อ่านแล้ว รู้สึกเหมือนไม่ได้อ่าน เสมือนกินอาหารในความฝัน กินแล้วยังหิวอยู่ รู้ตัวว่ากินตอนฝันไปก็เมื่อตื่นจากฝัน (ยกตัวอย่างซะเว่อมากค่ะ ตัวเองยัง..งง..เลยค่ะ) วิธีของอาจารย์ก็คือ เมื่ออ่านหนังสือ อาจารย์จะจดโน๊ตสั้นๆๆ (เน้นว่าสั้นๆ) ว่าย่อหน้า (เน้นอีกว่าย่อหน้า) ย่อหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร เอาไว้อ่านทวนก่อนสอบ และอ่านเวลาที่ต้องการสืบค้นภายหลังค่ะ ปกติ ถ้าอาจารย์จะเอาจริงจังกับวิชาอะไร จะทำทุกย่อหน้าค่ะ แต่ขอร้องว่า กรุณาอย่าทำแถบสี (highlight) มากเกินงาม เพราะเวลาอ่านทบทวนจะเสียเวลาเพราะ นอกจากจะไม่รู้ว่าอะไรสำคัญแล้ว ยังต้องเสียสายตาอ่านตัวหนังสือที่อยู่ภายใต้สีที่เราทำแถบสีไว้ ยิ่งแถบสีต่างๆนาๆ เป็นสายรุ้งช่างฝัน อย่าลืมว่าเราอายุเท่าไรแล้ว ถ้าอายุต่ำกว่า 30 ก็พอรับได้ แต่ถ้าเกินกว่านั้น ไม่ว่าจะเลิกนับอายุไปแล้วหรือยังก็ตาม ถ้าต้องการทำเครื่องหมายข้อความสำคัญ ขอแนะนำให้ใช้ดินขีดค่ะ ทำไมต้องดินสอ เพราะดินสอมันลบได้ บางทีเราอ่านใหม่ๆ เรื่องนี้ก็สำคัญ อีกเรืื่องก็สำคัญ ขีดไปขีดมา สำคัญทั้งหน่วย หรือทั้งบท อย่างนี้ต้องกลับมาเลือกลบ เสียเวลาหน่อย แต่คุ้มเวลาเราอ่านทวนก่อนสอบเพราะเราจะอ่านเฉพาะที่สำคัญจริงๆ
                   3. เมื่ออ่านแล้ว โน๊ตสั้นๆแล้ว สิ่งที่สำคัญมั๊กๆ คือทำชาร์ทย่อเรื่องนั้น บทนั้น มาตรานั้น วิธีนี้จะทำสำเร็จก็ต่อเมื่อเรามีสมาธิในการอ่าน ถ้าอ่านแล้วไม่ทำชาร์ท หรือสรุปไว้ ไม่นานก็ลืม ยิ่งอายุมาก ความจำยิ่งสั้นด้วย ใหม่ๆจะยากมากเพราะรวบรวมสมาธิไม่ได้ สรุปไม่ถูก ทำชาร์ทก็มั่ว ไม่เป็นไร คนเราเกิดมาต้องมีครั้งแรก ไม่ดีไม่เป็นไร อ่านต่อไปเรื่อยๆ ทำต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะพัฒนาเป็นชาร์ทที่ดีขึ้น จะจดจ่ออยู่กับชาร์ทแรกที่เราคิดว่าไม่เวอร์ค เหมือนเด็กๆรักครั้งแรกก็อกหัก ก็หาแฟนต่อไปเรื่อยๆ สักวันก็หาได้เองล่ะค่ะ อาจารย์เองกว่าจะลงจากคานทองได้ก็แทบแย่ (ยกตัวอย่างไม่เกี่ยวเลย) ฉะนั้น ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวดีเอง
                      4. ชาร์ทที่ว่าเอาไว้ทำอะไรคะ ก็เอาไว้จำไงคะ จำหลักกฎหมายไว้ก่อน แล้วค่อยมาจำตัวบท ส่วนวิธีจำตัวบททำอย่างไร อาจารย์จะเล่าให้ฟังทีหลัง ขอเสริมสำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มเรียนกฎหมายวิธีสบัญญัติ หรือที่เรียกว่ากฎหมายวิธีพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น วิแพ่ง วิอาญา ล้มละลาย หรือวิอะไรต่างๆนาๆ ต้องศึกษาภาพรวมการพิจารณาคดีทั้งหมดก่อนว่า เริ่มต้นคดีอย่างไร แล้วตามด้วยอะไร ไปต่ออย่างไร จนจบกระบวนความนั่นล่ะ เมื่อเห็นภาพรวมแล้วก็ศึกษาเนื้อหาทีละเรื่องจะเข้าใจง่ายขึ้น
                      5. เวลาศึกษากฎหมาย ต้องจำหลัก ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้มีหลักอย่างไร เมื่อได้หลักก็ต้องจำข้อยกเว้น เมื่อจำข้อยกเว้นแล้วก็ต้องจำผลของหลักนั้นๆว่ามีผลทางกฎหมายอย่างไร เมื่อรู้ผลทางกฎหมายแล้ว จะแก้ไขอย่างไรได้ (แก้ไขทางกฎหมายนะคะ ไม่ใช่แก้ไขโดยวิธีอื่น) ชีวิตจริง ทางแก้ของกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับทนายความ ถ้าท่านรู้หลักแต่แก้ไม่เป็น ลูกความท่านตายสถานเดียวค่ะ
                      6. ต้องหัดผูกเรื่อง (ไม่ใช่แต่งเรื่องขึ้นมาเองนะคะ) และโยงเรื่องไปหากัน และต้องเปรียบเทียบกัน กรณีไหนเข้ามาตรานี้ กรณีไหนเข้ามาตรานั้น บทบัญญัติอะไรเหมือนกัน จำไว้เป็นกลุ่ม (อย่าจำผิดก็แล้วกัน)
                       7. ถ้ามีเวลาพอก็จะโน๊ตลงในประมวลกฎหมาย (อ้อ ลืมบอกว่า ต้องหาประมวลกฎหมายมาใช้ด้วยค่ะ) เวลาอ่านตำราก็เปิดประมวลไปด้วย มีอะไรสำคัญก็โน๊ตในประมวล วันหลังอาจารย์จะเม๊าเรื่องการโน๊ตในประมวลทำยังไง เพราะกฎหมายเปลี่ยนอยู่เรื่อย ต้องซื้อประมวลบ่อยๆ ที่สำคัญคือเสียดายโน๊ตที่สู้อุตส่าห์เขียนไว้ในประมวลเก่า รอหน่อยนะคะ จะมาเล่าต่อ

                       ที่มา http://chaninat.wordpress.com